12.11.50

อัศจรรย์จักรวาล!☀


ในปัจจุบันได้มีการกล่าวถึงปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) กันอย่างกว้างขวางทั้งในระดับนานาชาติและภายในประเทศไทยแล้ว เพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อคนทั่วไป จึงจำเป็นที่จะต้องการเรียนการสอน และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ในเรื่องที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์เรือนกระจกกันอย่างถูกต้องและจริงจังต่อไป

ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับปรากฏการณ์เรือนกระจก เกิดขึ้นในสมัยกรีกและโรมัน โดยได้มีการสร้างสภาพแวดล้อมในอาคารขึ้น เพื่อการควบคุมอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมอื่นๆให้สามารถปลูกพืชพรรณได้ ทั้งนี้ทำให้สามารถมีผลไม้และผักสดไว้บริโภคตลอดเวลา การควบคุมสภาพแวดล้อมดังกล่าวในปัจจุบันมักจะประกอบด้วยโครงสร้างที่เป็นกระจกหรือพลาสติก จึงเรียกโรงเรือนดังกล่าวว่า “เรือนกระจก (Greenhouse)”


☀สาเหตุ

แนวความคิดในการสร้างเรือนกระจกได้นำมาเป็นความรู้หรือคำอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยที่ปกติแล้วโลกจะได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ส่องผ่านบรรยากาศลงมาอยู่อย่างสม่ำเสมอ เมื่อรังสีแสงอาทิตย์ส่องมายังผิวโลก รังสีบางส่วนจะสะท้อนกลับ ส่วนที่เหลือจะถูกดูดซับไว้ที่ผิวโลกที่เป็นพื้นดินและพื้นน้ำ พื้นโลกส่วนที่อุ่นขึ้นนี้สะท้อนความร้อนให้กับบรรยากาศของโลกเป็น 3 ส่วน คือ ทำให้อากาศที่ติดกับผิวโลกร้อนขึ้น ทำให้น้ำหรือความชื้นที่ผิวโลกกลายเป็นไอระเหยออกไป และทำให้รังสีอินฟลาเรด (Inflared) สะท้อนสู่บรรยากาศ การสะท้อนของรังสีอินฟลาเรดไปยังบรรยากาศซึ่งจะมีสารพวกไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน (Methane) และก๊าซบางชนิดจะดูดซับรังสีอินฟลาเรดไว้ แล้วสะท้อนรังสีนี้ไปสู่บรรยากาศและสะท้อนกลับมายังโลก ซึ่งจะทำให้อากาศเหนือผิวโลกร้อนขึ้น ในขณะที่บรรยากาศโดยรอบโลกมีสารต่างๆเข้าไปปะปนเพิ่มมากขึ้นเช่นในปัจจุบัน จึงเป็นผลให้อุณหภูมิของอากาศที่ผิวโลกมีความร้อนเพิ่มขึ้น






☀สาเหตุที่ทำให้ปริมาณก๊าซชนิดต่างๆที่กล่าวมาแล้วเพิ่มขึ้น ก็เนื่องมาจาก

1. คาร์บอนไดออกไซด์ การเผาไหม้หรือการใช้เชื้อเพลิงพวก ฟอสซิล (Fassil Fuesls) เพิ่มขึ้น กับการตัดไม้ทำลายป่าหรือการลดลงของปริมาณป่าไม้ของโลก

2. มีเทน การเกษตรแผนใหม่ที่เป็นอยู่ทั่วโลก การปลูกข้าวและการเลี้ยงสัตว์ปริมาณเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงพลโลกที่เพิ่มขึ้นราว 2 เท่าภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนั้นก๊าซมีเทนยังเพิ่มขึ้นจากกองขยะ จอมปลวก เหมืองถ่านหิน การขุดเจาะน้ำมันและเขม่าควันจากการเผาป่า

3. คลอโรฟูลโอโรคาร์บอน (CFC) เป็นก๊าซชนิดใหม่ซึ่งเริ่มมีขึ้นในราว ค.ศ. 1930 ซึ่งนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เช่น ตู้เย็น สเปรย์ และพลาสติก4. ไนตรัสออกไซด์ เพิ่มขึ้นเนื่องจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนการเผาไหม้ซากพืชการเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ และการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยถ่านหินและน้ำมัน5. โอโซน เกิดขึ้นเนื่องจากบริเวณที่เกิดมลพิษ และการเกิดปฏิกิริยาเคมีจากแสงแดด (Photochemecal reaction) นอนจากนั้น ละอองน้ำในบรรยากาศยังก่อให้เกิดความร้อนเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดการเพิ่มปริมาณเมฆในอากาศซึ่งจะก่อให้เกิดความหนาวเย็นได้เช่นกัน



☀ผลกระทบ-การเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศจะก่อให้เกิดผลกระทบทั้งสิ่งมีชีวิตที่เป็นพืชและสัตว์ในท้องถิ่น การดำรงชีวิตหรือการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ต้องอาศัยสภาพภูมิอากาศ อาหาร ดิน สภาพที่อยู่อาศัย การควบคุมทางเคมีและชีวภาพ ตลอดจนปริมาณของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ การปรับตัว การเคลื่อนย้าย หรือการดำรงอยู่ในท้องถิ่นเป็นคุณลักษณ์โดยทั่วไปของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตบางชนิดสามารถปรับเปลี่ยนสภาพตนเองได้เร็วตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม เช่น อาจเข้าไปอาศัยในเมือง ในพื้นที่เกษตร หรือมิฉะนั้นก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงนี้ได้


อย่างไรก็ตามมักจะเกิดปัญหาขัดแย้งขึ้นเสมอระหว่างความต้องการปล่อยพื่นที่ไว้เป็นธรรมชาติกับการนำพื้นที่นั้นมาทำเกษตรกรรมหรือทำเป็นชุมชน แต่การรักษาธรรมชาตินับเป็นเรื่องยาก เมื่อมนุษย์ยังคงมีความต้องการทรัพยากรธรรมชาติหรือความหิวกระหายเงิน แม้ในบางครั้งอาจรักษาพืชพรรณหรือสิ่งมีชีวิตบางอย่างไว้ได้ แต่ก็ไม่อาจคงสภาพของระบบนิเวศทั้งระบบไว้ได้

ปรากฏการณ์ฝนแล้งในปี พ.ศ. 2536 อาจทำให้เกิดไฟป่าการขาดอาหาร และสัตว์ต้องย้ายที่อยู่ ขาดน้ำในการเกษตรกรรมและการใช้บริโภค โรงงานต้องลงทุนซื้อน้ำมาใช้เพิ่มขึ้น ชาวสวนต้องลงทุนทำคันกั้นน้ำเค็ม ฯลฯ พอถึงฤดูฝนปี พ.ศ. 2537 ฤดูฝนกลับยาวนาน ปริมาณน้ำฝนมากขึ้นจนเขื่อนไม่อาจจะเก็บน้ำไว้ได้ ต้องระบายออกทิ้ง ทำให้น้ำท่วมไร่นา ชุมชน สัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงสูญหาย และจะก่อให้เกิดอากาศหนาวจัดตามมา แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้น้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้าและใช้ในกิจกรรมอื่นๆได้เพียงพอ และทำให้สัตว์น้ำสามารถเพิ่มปริมาณและกระจายที่อยู่อาศัยได้กว้างขว้างยิ่งขึ้น



การเปลี่ยนแปลงการก่อสร้างการพัฒนาและการออกแบบการก่อสร้างอาคาร เขื่อน หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆจะต้องเปลี่นแปลงไปตามความเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ (เท่าที่มีสถิติแสดงความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน) ปรากฏการณ์เรือนกระจกย่อมที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงการออกแบบสิ่งก่อสร้างตามไปด้วย ดังตัวอย่างเช่น ถ้าระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จะมีผลต่อการลงทุนพัฒนาบริเวณชายฝั่ง การมีความตระหนักในเรื่องนี้จะเป็นผลดีต่ออนาคต การเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝนในภูมิภาคต่างๆจะทำให้การก่อสร้างเขื่อนต้องออกแบบการก่อสร้างกันใหม่ (มิใช่เพียงแต่ใช้ตัวเลขในอดีตมาคำนวณเท่านั้น) การปล่อยและการกักเก็บน้ำไว้ใช้จะต้องคำนึงถึงการกระจายของน้ำฝนในภูมิภาคต่างๆ และการที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจะทำให้น้ำเค็มแพร่กระจายเข้าไปในเรือกสวนไร่นา ทำให้สูญเสียที่ดินที่จะใช้ในการเพาะปลูก

การเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันการเปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศทำให้มีการใช้ทรัพยากรในชีวิตประจำวันที่แตกต่างกันไป ในเวลากลางวันจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าบาง กลางคืนต้องใช้เสื้อผ้าที่หนาขึ้น กลางวันอาจไม่ต้องเปิดไฟฟ้าให้แสงสว่าง และในบางคืนก็ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ในบ้าน ในฤดูหนาวปริมาณการใช้น้ำมันหรือพลังงานจะเพิ่มขึ้น ซึ่งแตกต่างกว่าฤดูร้อนสำหรับประเทศในแถบหนาว ในขณะเดียวกันประเทศในแถบร้อนจะมีการใช้พลังงานมากขึ้นในฤดูร้อนและใช้พลังงานน้อยลงในฤดูหนาว


รถยนต์เป็นการขนส่งที่ใช้น้ำมันมากที่สุด และการคมนาคมขนส่งเองก็เป็นแหล่งผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ถึงร้อยละ 33 ของจำนวนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในบรรยากาศ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงวิธีการคมนานคมขนส่งและการเดินทางจะเป็นการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้น ลดปริมาณพลังงานที่จะใช้ในเครื่องทำความเย็น ลดการบูดเน่าของอาหาร ลดปริมาณการใช้น้ำในโรงงานที่ผลิตรถยนต์ ลดปริมาณการใช้เหล็ก หรืออาจรวมทั้งการลดลงของการเกิดภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ไฟป่า ฯลฯ รวมทั้งสถานที่ต่างๆจะสะอาดมากขึ้น ที่ว่างเปล่าจะมีต้นไม้สีเขียวเพิ่มขึ้น และ CO2 จะถูกพืชนำไปใช้มากขึ้น ในขณะที่ปริมาณอ๊อกซิเจนในอากาศจะเพิ่มขึ้นและปริมาณฝุ่นละอองในอากาศจะน้อยลง แล้วในที่สุดการลงทุนของรัฐในการสร้างถนน การหาแหล่งน้ำ ฯลฯ รวมทั้งความต้องการเงินตราของรัฐก็จะน้อยลงไปด้วยข้อควรปฏิบัติมาตรการที่จะนำไปสู่การลดปริมาณก๊าซที่ก่อให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก




☀ข้อควรปฏิบัติดังนี้

1. เปลี่ยนการใช้ถ่านหินมาใช้น้ำมัน และเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันมาใช้ก๊าซ

2. สนับสนุนส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์พลังงาน

3. สนับสนุนการเงิน ใช้พัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานให้น้อยหรือมีประสิทธิภาพให้มากที่สุด

4. ใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวภาพ พลังงานคลื่น และพลังงานใต้พิภพ

5. ใช้รถยนต์ที่เล็กลงและเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

6. ปรับปรุงการจราจร และใช้ระบบการขนส่งมวลชน

7. ใช้เครื่องใช้ต่างๆให้น้อยลง ใช้เท่าที่จำเป็น และรวมทั้งการนำของที่ใช้แล้วกลับไปใช้ใหม่อีก

8. ปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น และหยุดการตัดไม้ทำลายป่า

9. ลดอัตราการเพิ่มประชากรในครอบครัว ในชุมชน ในประเทศ และในโลก